สรรพคุณทางยา

ตะไคร้

สรรพคุณทางยาของตะไคร้

พืชสมุนไพรเป็นผลผลิตจากธรรมชาติที่มนุษย์รู้จักนำมาใช้เป็นประโยชน์ เสื้อรักษาโรคภัยไข้เจ็บตั้งแต่โบราณกาลแล้ว เช่น ในเอเชียมีหลักฐานแสดงว่ามนุษย์รู้จักใช้พืชสมุนไพรมากกว่า 6000 ปี

หลังจากที่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มีการพัฒนาเจริญก้าวหน้ามากขึ้น มีการสังเคราะห์และผลิตยาจากสารเคมีในรูปที่ใช้ประโยชน์และหาได้ง่าย สะดวกสบายในการใช้มากกว่าสมุนไพร ทำให้ความนิยมใช้ยาสมุนไพรลดลง เป็นเหตุให้ความรู้วิทยาการด้านสมุนไพรขาดการพัฒนา ไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ควร

ได้ปัจจุบันทั่วโลกได้หันมาให้ความสนใจและยอมรับแล้วว่าผลที่ได้จากการสกัดสมุนไพรให้คุณประโยชน์ดีกว่าที่ได้จากการสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจากไม่มีสารตกค้างสะสมอยู่ในร่างกายและมีความปลอดภัยมากกว่า ให้คุณประโยชน์ที่ดีกว่ายาที่ได้รับจากการสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ประกอบกับในประเทศไทยเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์มีพืชต่างๆที่ใช้เป็นสมุนไพรได้มากมายนับหมื่นชนิด

สมุนไพรที่คนไทยมักใส่ในการประกอบอาหารโดยตรง เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด กระชาย หอม กระเทียม ใบสะระแหน่ พริกแห้ง พริกสด กระชาย ขมิ้นขาว ใบโหระพา พริกไทยสด เป็นต้น

สมุนไพรแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวในเรื่องกินและรถนอกจากนี้กินของสมุนไพรเหล่านี้ยังกระตุ้นความอยาก เพิ่มความอร่อยของอาหารตอนนั้นนั้นอีกด้วย สมุนไพรในอาหารไทยไม่เพียงแต่เพิ่มคุณค่าความอร่อย ยังมีคุณค่าทางโภชนาการและมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย

อีกหนึ่งพืชสมุนไพรที่คนไทยรู้จักกันดีและมีสรรพคุณทางยาไม่น้อยกว่าพืชสมุนไพรชนิดอื่นๆ นั่นก็คือ ตะไคร้

ว่ากันว่ามีตะไคร้ 1 กอ เท่ากับมีหมออยู่ 1 คน เพราะตะไคร้ถือเป็นสมุนไพรคู่ครัวไทย  นอกจาก มีประโยชน์ในการนำมาใช้เป็นส่วนประกอบให้มีกลิ่นหอมแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยาที่รักษาอาการต่างๆได้มากมาย

โดยกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดให้ตะไคร้เป็นพืชสมุนไพรในสาธารณสุขมูลฐาน โดยแนะนำให้ใช้รักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ

 

วิธีการนำตะไคร้มาใช้ประโยชน์ ทานยานั้นสามารถทำได้หลายวิธีดังนี้

วิธีต้ม

น้ำตะไคร้สดทั้งต้น ใบ เหง้า และราก  3-4 ต้น ขดมัดใส่หม้อ เติมน้ำพอให้ท่วมตะไคร้ ต้มจนเดือดแล้วปล่อยให้เดือดอ่อนๆ และปล่อยต่อไปราว 10 นาที จะได้น้ำยาที่มีสีน้ำตาล ถ้ารับประทานร้อนๆหลังจากต้มเสร็จใหม่ๆ จะมีรสจืด ไม่ขม ไม่ขื่น ไม่เผ็ดร้อน แต่ถ้าปล่อยให้เย็นลงจะมีรสขื่นๆไม่ชวนรับประทาน ซึ่งอาจจะแก้ไขด้วยการเติมน้ำตาลลงไป จะทำให้รับประทานได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยรับประทานครั้งละครึ่งแก้ววันละ 3 ครั้งหลังอาหาร

วิธีชง

ใช้มีดหั่นตะไคร้เป็นแว่นๆ ตากแดดพอแห้ง แล้วใช้ตะไคร้แห้ง 1-2 หยิบมือ ( 1  หยิบมือเท่ากับการใช้ปลายนิ้ว 3 นิ้วหยิบตะไคร้ ) ใส่ในแก้ว เติมน้ำดื่มลงไปให้เต็มแก้ว ปิดฝาทิ้งไว้ 20 ถึง 30 นาที ดื่มครั้งละ 1 แก้ว

หากเป็นตะไคร้สดให้ใช้ใบหรือต้นตะไคร้หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงไปในแก้วได้ประมาณ 1 ใน 3 ของความสูงของแก้ว แล้วเติมน้ำเดือดลงไปให้เต็มแก้ว ปิดฝาทิ้งไว้ 15 ถึง 20 นาที จึงดื่มได้ถ้าปล่อยให้เย็นจะมีรสชาติไม่อร่อย

ในประเทศอินเดียมาผสมพริกไทยดำลงไปในยาส่งตะไคร้ด้วยเพื่อช่วยเพิ่มรสชาติ และนิยมใช้ใบตะไคร้ชงน้ำร้อนดื่มต่างน้ำชาในช่วงเวลาที่ขาดแคลนใบชา เรียกกันว่า ชาเขียว รับประทานแล้วจะรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าดี ส่วนในยุโรปคนที่ดื่มน้ำชาแล้วท้องผูก จะหันมาใช้ใบตะไคร้แห้งชงแทน

ต้มคั้นเอาน้ำ

ใช้เฉพาะต้นตะไคร้ ไม่เอาใบ ตำให้ละเอียด ผสมเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้าลงไป 1-2 ช้อนแกงหากไม่ชอบเหล้าให้เติมน้ำเปล่าแทน คนให้เข้ากันดีแล้วก่อนด้วยผ้าขาวบาง

บดเป็นผง

ใช้ต้นและรากตะไคร้หั่นเป็นแว่นบางๆ นำไปตากแดดแล้วบดให้เป็นผง รับประทานครั้งละครึ่งถึง 1 ช้อนชา

ทั้งวิธีชง ต้มคั้นเอาน้ำและบดเป็นผงตามที่กล่าวข้างต้น ให้รับประทานวันละ 4 ครั้งหลังหรือก่อนอาหารก็ได้และก่อนนอน

วิธีต้มอาบ

ใช้ตะไคร้ทั้งต้นและใบ 8-10 ต้น ขดมัดให้แน่น ต้มกับน้ำ 6-8 ลิตร หรือ 1 หม้อใหญ่ ต้มให้เดือดประมาณ 10 นาที ทิ้งให้เย็นแล้วรินเอาน้ำยาที่ได้จากการต้มไปอาบ