คุณประโยชน์ทางโภชนาการของตะไคร้

คุณประโยชน์ทางโภชนาการของตะไคร้

เมนูอาหารไทยจำพวกต้มยำ ต้มโคล้ง ต้มข่า ผัดขิง  ผัดฉ่า ล้วนเป็นเมนูอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพราะเป็นเมนูอาหารบ้านๆที่เราเราท่านๆรับประทานกันอยู่บ่อยๆ ซึ่งอาหารเหล่านี้ล้วนมีส่วนประกอบของพืชสมุนไพรต่างๆ จริงๆแล้วพืชสมุนไพรมีส่วนเกี่ยวข้องวงเวียนอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยมานานแสนนาน เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านของคนไทยซึ่งถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ในยุคประวัติศาสตร์ อาหารแต่ละประเทศได้ผ่านการคิดค้นขึ้นมาเพื่อให้เข้ากับภูมิภาคอากาศ ภูมิประเทศและให้สอดคล้องกับการหาวัตถุดิบในการการประกอบอาหาร และยังมีคุณค่าทางโภชนาการมากมาย

 

ถึงแม้ในอดีตคนไทยยังไม่มีพัฒนาการทางด้านวิทยาศาสตร์ แต่ก็มีความรู้เรื่องประโยชน์ในการนำวัตถุดิบมาประกอบอาหารเพราะส่วนใหญ่ผลิตที่ใช้ในการทำนั้นเป็นสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาป้องกันโรคต่างๆได้ ซึ่งในปัจจุบันวิทยาการพัฒนาขึ้นทางวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาแล้วก็ลงความเห็นว่าเช่นดังที่คนสมัยก่อนเขาใจสิ่งนี้จึงเป็นที่เห็นได้ชัดว่าคนไทยมีภูมิปัญญาที่ไม่ได้ด้อยใคร

 

ดังนั้นการรับประทานอาหารไทยนั้นจึงมีประโยชน์อย่างมากในปัจจุบัน ชาวต่างชาติก็ได้หันมานิยมอาหารไทยเพราะติดใจในรสชาติที่เป็นไทย โดยทั้งโภชนาการสูง โดยส่วนใหญ่อาหารไทยจะมีวิธีการประกอบอย่างง่ายๆและใช้เวลาในการทำไม่นานมากนัก โดยเฉพาะทุกครัวเรือนของคนไทยและมีส่วนประกอบอาหารติดอยู่ทุกคนไม่ว่าจะเป็น พริกแห้ง กุ้งแห้ง น้ำปลา กะปิส้มมะขาม กระเทียม หัวหอม พร้อมทั้งส่วนประกอบจำพวกผักและเนื้อสัตว์นานาชนิด แต่เราอ้างไม่ทันสังเกตว่าในอาหารนั้นมีสมุนไพร หรือพืชสมุนไพรเป็นส่วนประกอบของอาหารที่เรารับประทานกันเป็นประจำ จะว่าไปถ้ากล่าวถึงคำว่าสมุนไพรหลายคนคงอาจจะนึกถึงแต่ยาต้มหม้อใหญ่ ไม่ก็ยาเม็ดยาลูกกลอนที่ผลิตออกมาจากจำหน่ายกันต่างๆมากมาย และมีพืชหลายชนิดที่คนไทยต่างใช้ในการปรุงอาหารรับประทานที่มีคุณสมบัติทางยา จัดอยู่ในกลุ่มพืชสมุนไพรซึ่งพืชเหล่านี้นอกจากจะเป็นผู้สร้างเอกลักษณ์ของกินและรสชาติอาหารไทยจนชื่อเสียงเลื่องลือไปไกลทั่วโลก แล้วยังอุดมไปด้วยคุณค่าประโยชน์มากมายเครื่องปรุงอาหารไทยที่แสดงให้เห็นสรรพคุณทางยามีอยู่หนึ่งอย่างที่จะขาดไม่ได้ก็คือ ตะไคร้

 

ตะไคร้มีบทบาทมากยิ่งขึ้นในฐานะเครื่องปรุงที่ให้กินหรือเพิ่มรสชาติในกลุ่มอาหารรสจัด ที่เรารู้จักกันดีอย่าง ต้มแซบ ต้มยำหากต้มยำไม่ใส่ตะไคร้หรือถ้าน้ำพริกแกงต่างๆไม่ใส่ตะไคร้เสียแล้ว จะมีรสชาติดีได้อย่างไร ต้องมีรสชาติไม่เหมือนที่เราเคยรับประทานกันอย่างแน่นอน นอกจากกลิ่นหอมของตะไคร้จะมีความสำคัญในการปรุงอาหารแล้ว ยังมีรายงานเกี่ยวกับประโยชน์ของตะไคร้ต่อสุขภาพหลายอย่าง ตะไคร้มีคุณสมบัติเป็นยาต้านสารแบคทีเรียและเชื้อรา มีการใช้ตะไคร้ผสมกับพริกเพื่อแก้ปัญหาในช่วงที่มีประจำเดือนและอาการคลื่นไส้ น้ำตะไคร้ยังเป็นยาขับปัสสาวะ และตะไคร้ยังเป็นตัวทำความสะอาดที่ดีกล่าวคือช่วยล้างพิษให้ตับตับอ่อน ไต กระเพาะปัสสาวะและระบบทางเดินอาหารได้เ คยมีแรงงานผลวิเคราะห์บ้างสารอาหารในตะไคร้มีเบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสามารถป้องกันมะเร็งได้

แร่ธาตุอาหารในตะไคร้ประกอบด้วย

ธาตุแคลเซียม

ประโยชน์ของแคลเซียมในร่างกายเกือบทั้งหมด จะถูกสะสมในกระดูกและฟันซึ่งเป็นส่วนที่แคลเซียมไปช่วยทำให้เกิดความแข็งแรง และยังมีปริมาณแคลเซียมจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในกระแสเลือด ที่จะมีส่วนช่วยในการสร้างฮอร์โมนและเอนไซม์ต่างๆเพื่อให้ร่างกายทำงานเป็นปกติ เช่น ทำหน้าที่เป็นตัวนำสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาทให้สื่อสารกันได้เป็นปกติช่วยให้กล้ามเนื้อหดตัวได้เป็นปกติซึ่งที่สำคัญคือกล้ามเนื้อหัวใจ ช่วยในกระบวนการทำให้เลือดแข็งตัวและช่วยในกระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันโรค การศึกษาที่แสดงให้เห็นว่ายังช่วยบรรเทาอาการปวดก่อนมีประจำเดือน รวมทั้งอารมณ์ที่แปรปรวนซึมเศร้าและอื่นๆที่มักจะเกิดก่อนมีประจำเดือน ทั้งนี้เพราะการที่มีระดับแคลเซียมในร่างกายต่ำส่งผลให้ดับฮอร์โมนผิดปกติไปด้วย การที่เรารับประทานตะไคร้ก่อนมีประจำเดือน สามารถบรรเทาอาการเกี่ยวข้องที่มักเกิดก่อนมีประจำเดือน รวมทั้งลดอาการปวดลงได้ ตะไคร้อุดมไปด้วยแคลเซียมซึ่งถ้าเราไม่สามารถทานแคลเซียมได้โดยตรงเราอาจจะรับประทานตะไคร้ผ่านทางในรูปแบบของน้ำชาตะไคร้หรือน้ำตะไคร้ก็ได้

ฟอสฟอรัส

ประโยชน์ของฟอสฟอรัสทำให้เกลือแร่ทุกอย่างในร่างการสามารถทำหน้าที่ได้ดีมีประสิทธิภาพมากที่สุด เราจะพบในอาหารเกือบทุกชนิดอาหารที่มีโปรตีนและแคลเซียมสูงอาจจะมีฟอสฟอรัสสูงด้วย หน้าที่ของฟอสฟอรัสต่อร่างกายเป็นส่วนสำคัญ ในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน เพื่อให้เป็นไปอย่างปกติกันควบคุมการทำงานของไต ช่วยให้วิตามินดีต่างๆทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นปัจจัยสำคัญในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตไขมันและโปรตีน และยังมีความสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตการซ่อมแซมร่างกาย ให้พลังงานออกมาช่วยในการส่งสัญญาณของตัวกระตุ้นประสาท ช่วยรักษาสุขภาพระบบประสาทให้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยควบคุมความสมดุลของกรดด่างในเลือดช่วยการดูดซึมของอาหารจากลำไส้เข้าสู่ร่างกายและส่งเสริมการขับฮอร์โมนออกจากต่อมกระตุ้นการท่าคลายตัวของกล้ามเนื้อรวมถึงกล้ามเนื้อหัวใจด้วยวิตามินบี 2 และ วิตามินบี 3 จะย่อยไม่ได้ถ้าปราศจากฟอสฟอรัส เพราะวิตามินบี จะทำให้มีอาการอ่อนเพลียไม่มีความอยากรับประทานอาหารปวดกระดูกเจ็บๆคันขับตามข้อภาษาต่างๆคั่นเนื้อคั่นตัวและประสาทส่วนกลางผิดปกติ เช่น รู้สึกหงุดหงิดดังนั้นการรับประทานตะไคร้สามารถทำให้เจริญอาหารได้หรือการรับประทานน้ำตะไคร้จะทำให้เราหายจากความหงุดหงิดได้ด้วย

 

ธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็กเป็นเกลือแร่ชนิดหนึ่ง ปกติในร่างกายของมนุษย์มีธาตุเหล็กอยู่แล้ว นั่นคืออยู่ในเม็ดเลือดแดงสีแดงที่มองเห็นอยู่ในเม็ดเลือดคือสีที่เกิดจากธาตุเหล็ก จับอยู่กับโปรตีนชนิดหนึ่งเรียกว่า ฮีโมโกลบิน หรือเรียกกันสั้นๆว่า ฮีม (Heme) แหล่งที่พบธาตุเหล็กมากที่เป็นสัตว์ โดยเฉพาะบริเวณเนื้อหนังของสัตว์ ไม่ใช่เฉพาะเนื้อสัตว์เท่านั้นที่มีธาตุเหล็ก ในพวกพืชผัก ข้าว ก็มีเหมือนกันพบมากใน มะขามอ่อน กฐิน ใบชะพลู ใบแมงลัก มะเขือพวง สะระแหน่ โหระพา ใบกระเพรา ผักกูด ตะไคร้ ขมิ้นสะเดา ขี้เหล็ก ผักบุ้ง และผักต่างๆอีกมาก ธาตุเหล็กที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ดีมากเวลาที่รับประทานอาหารเข้าไปและจะกระจายอยู่ในไขกระดูกในเม็ดเลือดแดง ที่ไหลเวียนไปทั่วร่างกายและจะอยู่ในกล้ามเนื้อเหล็กที่อยู่ในเม็ดเลือดแดง เป็นตัวที่มีความสำคัญมากที่สุด เพราะเป็นตัวเพราะออกซิเจนไปเลี้ยงทุกเซลล์ ดังนั้นส่วนสำคัญต่างๆของร่างกายจะทำงานได้ต้องมีเลือดเข้าไปถึงและเม็ดเลือดแดง จะต้องมีมากพอเพราะฉะนั้นการท่องเหล็กจึงเกิดผลต่อทางร่างกายกล้ามเนื้อที่ไม่แข็งแรงร่างกายของสมองคือ สติปัญญาการเรียนรู้ หน้าต่างนี้หน้าที่หลักของธาตุเหล็กรวมกับโปรตีนและทองแดงเพื่อสร้างฮีโมโกลบินซึ่งเป็นสารที่ให้สีของเม็ดเลือดแด งจะเป็นตัวส่งออกซิเจนไปยังปอดและอวัยวะต่างๆดังนั้นเหล็กจึงเป็นตัวสร้างคุณภาพของเลือดและเพิ่มความต้านทานความเครียดในโลกมีหน้าที่สำคัญในการนำวิตามินบีชนิดใดใช้ให้ถูกต้องช่วยให้มีกำลังกระชับกระเฉงว่องไวและเพิ่มภูมิต้านทานของโรค

วิตามินเอ

เป็นวิตามินที่มีหน้าที่ปกป้องเยื่อบุตา เป็นวิตามินที่มีหน้าที่ปกป้องเยื่อบุต่างๆของร่างกาย เป็นวิตามินที่มีหน้าที่ปกป้องเยื่อบุต่างๆ ของร่างกาย เช่น เยื่อบุลำไส้ เยื่อบุทางเดินหายใจ เป็นต้น เมื่อขาดวิตามินเอเยื่อบุต่างๆใจเดียวพอทำให้เชื้อโรคเข้าสู่อวัยวะต่างๆได้อย่างง่ายดาย ซึ่งวิตามินเอจะช่วยให้ระบบภูมิต้านทานแข็งแรงและยังช่วยให้สามารถมองเห็นในที่มืดได้ดี

ถ้าขาดวิตามินเอจะทำให้การปักตัวมองของตาในที่มืดบกพร่อง โดยคนสมัยก่อนแยกอาการดังกล่าวว่า ตามัวตาฟาง และวิตามินเอยังมีบทบาทช่วยในการเจริญเติบโตของระยะต่างๆไม่ว่าจะเป็น ตา สมองและอื่นๆนอกจากนี้ยังพบว่าวิตามินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระด้วยซึ่งการขาดวิตามินเอทำให้ภูมิต้านทานอ่อนแอมองเห็นไม่ดีในเวลากลางคืนติดเชื้อง่าย

ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร